นักวิชาการแนะรัฐดัน 'สตาร์ทอัพ' หน้าใหม่ ดึงผู้ประกอบการลุยตลาด CLMV
เศรษฐกิจ

photodune-2043745-college-student-s

นักวิชาการมธ.มองเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังขยายตัวต่อเนื่อง แนะรัฐผลักดัน 'สตาร์ทอัพ' หน้าใหม่โดยเฉพาะกลุ่มผลิตอาหาร การเกษตร การท่องเที่ยว ให้มีบทบาทมากขึ้น พร้อมดึงผู้ประกอบการเปิดตลาดการค้าการลงทุนในกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม อินเดีย แอฟริกา

ศ.ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 60 ยังคงมีการเติบโตที่ขยายตัวมากกว่าปีก่อน โดยขยายตัวร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีที่แล้ว เนื่องจาก ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น นโยบายการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการช็อปช่วยชาติที่กระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนแรงขับเคลื่อนในภาคการส่งออกของไทยที่ฟื้นตัว จากมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้น ในสินค้า ประเภท อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าโภคภัณฑ์ และยางพารา

ทั้งนี้มาตรการจัดเก็บภาษีเพิ่มในหลายกลุ่มประเภทภาษี อาจส่งผลในระยะสั้นต่อการจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือนในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ โดยรัฐบาลควรพิจารณาความเหมาะสมของจังหวะเวลาในการปรับขึ้นภาษีดังกล่าวหาต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม

นอกจากนี้ไทยยังมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายเงินทุนไทยไปยังต่างประเทศและจัดการกับความผันผวนจากการที่เฟด หรือธนาคารกลางสหรัฐฯปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่อาจส่งผลระทบต่อค่าเงินบาท สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาวไทยต้องหาแนวทางในการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการภาครัฐใหม่เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

แนะไทยขยายการค้า-การลงทุนไป CLMV อินเดีย แอฟริกา

ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชา การบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์ และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. กล่าวว่า ในส่วนของสถานการณ์ต่างประเทศที่อาจกระทบต่อไทยนั้น ปัจจัยแรกจะเป็น การดำเนินนโยบายอเมริกาต้องมาก่อน (America First) ซึ่งเป็นนโยบายที่มุ่งหวังให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานในสหรัฐอมริกา ผ่านการกระตุ้นด้วยเครื่องมือเชิงนโยบายทางเศรษฐกิจ

อาทิ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารของสหรัฐเพื่อให้เกิดการย้ายฐานการผลิตขึ้นภายในประเทศ มาตรการกีดกันทางการค้ากับจีนเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า ตลอดจนการ เน้นการเจรจาข้อตกลงทางค้าแบบทวิภาคี เพื่อรักษาอำนาจต่อรองทางค้า เป็นต้น

โดยนโยบายดังกล่าว จะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อมูลค่าการส่งออกของไทยที่ลดลงตามมา เนื่องจากสินค้าของไทยที่ส่งไปเป็นวัตถุดิบแก่จีนจะได้รับผลกระทบเป็นโดมิโน่ โดยปัจจุบันประเทศไทยส่งสินค้าไปเป็นสินค้าวัตถุดิบในประเทศจีนกว่า 76,589.6 ล้านบาท โดยสินค้าจำพวก Supply Chain ของไทยที่ส่งออกไปจีน อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เม็ดพลาสติก ไม้ เคมีภัณฑ์ ยางพารา และอาหารแปรรูป เป็นต้น

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คาดเดาทั้งหมด เพราะปัจจุบันจีนกำลังเข้าสู่รอบการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อเลือกตำแหน่งสำคัญทางการเมืองใหม่ในไม่ช้านี้ ซึ่งผู้นำจีนเองคงต้องการรักษาและขยายฐานอำนาจทางการเมืองเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศภายใต้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง สำหรับ 5 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้จีนเองคงไม่ต้องการที่จะใช้มาตรการตอบโต้รุนแรงซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าการลงทุนและกลับมาเป็นปัญหาเชิงลบต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศได้ ดังนั้นมีโอกาสที่ประเทศจีนจะผ่อนปรนมากขึ้นเพื่อประคับประคองสถานการณ์เศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ และเศรษฐกิจโลก

โดยตอนนี้ทั่วโลกกำลังจับตาการเยือนสหรัฐฯอย่างเป็นทางการของสีจิ้นผิงในช่วงเดือนเมษายนนี้ว่าจะมีผลออกมาไปในทิศทางใด รูปแบบของการค้าการลงทุนของโลกจะมุ่งสู่ทิศทางใด หากความร่วมมือสองประเทศเป็นผลจะเกิดผลดีกับไทยอย่างแน่นอน โดยภาคอุตสาหกรรมจะได้ อนิสงค์จากการลงทุนที่จะเกิดขึ้น

ดร.สุทธิกร กล่าวอีกว่า ทิศทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน มีแนวโน้มเป็นเศรษฐกิจแบบทวิภาคีมากขึ้น เนื่องมาจากการเจรจาทางการค้าแบบพหุภาคีทำให้บางประเทศได้รับประโยชน์ไม่เท่าเทียมกัน อาทิเช่น สหรัฐฯถอนตัวจากทีพีพี หรือ การตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวอาจทำให้สหรัฐอเมริกาเสียเปรียบทางเศรษฐกิจในความคิดของรัฐบาลทรัมป์ในปัจจุบัน ซึ่งต่างจากการเจรจาตกลงแบบทวิภาคีจะสามารถตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการค้าการลงทุนได้ชัดเจนมากกว่า

“ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยเราต้องเน้นกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาการค้าการลงทุนกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งจีน ไปสู่การขยายการค้าการลงทุนกับประเทศขนาดเล็กที่เติบโตเร็ว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาเซียนโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV หรือ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม แม้กระทั่งอินเดียและแอฟริกา ซึ่งประเทศเหล่านี้จะเป็นเครื่องยนต์หลักเครื่องใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในยุคนี้”

แนะรัฐปรับตัวรับยุคสตาร์ทอัพดันผู้ประกอบการหน้าใหม่

ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. กล่าวว่า สถานการณ์ของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการจะในอยู่ในภาวะ ซึม อันเนื่องจากปัจจัยภายนอกประเทศเพราะภาคธุรกิจส่วนใหญ่พึงพาการส่งออกต่างประเทศเป็นหลัก แต่มั่นใจว่าประเทศไทยไม่อยู่ภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจแน่นอน

โดยกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะ ซึม ดังกล่าวคือกลุ่มธุรกิจที่เน้นการส่งออกในกลุ่มประเทศที่มีความไม่แน่นอน ได้แก่ จีน อเมริกา และยุโรป ซึ่งการส่งออกสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบกล่าว จะส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย เนื่องจาก ผู้ประกอบการณ์จำเป็นจะต้องตัดชั่วโมงโอที ตลอดจน การลดการจ้างงาน

อย่างไรก็ตามสำหรับแนวทางการแก้ปัญหานั้น ผู้ประกอบการควรขยายการลงทุนทางธุรกิจไปในแถบประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มประเทศ CLMV กำลังเป็นฐานเศรษฐกิจหลักที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาภูมิภาคเหล่านี้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเฉลี่ย 6-8% ต่อปี โดยที่ผ่านมา บริษัทชั้นนำไทยได้พยายามมองหาลู่ทางการค้าและการลงในลงทุน ในประเทศแถบเอเชียมาโดยตลอด

นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพอยู่แล้วสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสผ่านการ เล่นตามเกมของสหรัฐฯ ด้วยการไปซื้อบริษัทข้ามชาติอเมริกา โดย ผลิตสินค้าส่งออกภายใต้แบรนด์ของอเมริกา ภายใต้เจ้าของที่เป็นคนไทย ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดเรื่องมาตรการกำแพงภาษีของสินค้าต่างประเทศในสหรัฐอเมริกาได้

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่เป็นตัวชูโรงและโอบอุ้มตัวเลขของธุรกิจไทยในปี 2560 ยังคงเป็นธุรกิจประเภทบริการและการท่องเที่ยว โดยรัฐต้องให้ความสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยงทั้งตลาดในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ตลอดจนต้องวางรากฐานในการส่งเสริม กลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในปี 2560 หรือ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 3,600 ล้านบาท

ทั้งนี้รัฐควรมีการจัดตั้ง สมาร์ทเอเจนท์ (Smart Agent) ขึ้น ก็จะช่วยผลักดันให้เกิดกลุ่มธุรกิจรายใหม่ในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้นอันสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0

สำหรับกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต ได้แก่ สตาร์ทอัพด้านการผลิตอาหารและการเกษตรและด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่เข้มแข็งของประเทศไทยที่จะสามารถนำมาต่อยอดได้.