ข่าว'แท๊กซี่สุวรรณภูมิ'ขอขึ้นค่าโดยสารอีก 5 % - kachon.com

'แท๊กซี่สุวรรณภูมิ'ขอขึ้นค่าโดยสารอีก 5 %
เศรษฐกิจ

photodune-2043745-college-student-s

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 มิ.ย. ที่กนระทรวงคมนาคม นายศดิศ ใจเที่ยง นายกสมาคมแท็กซี่สาธารณะไทย และคณะทำงานจัดระเบียบรถบริการสาธารณะภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (แท็กซี่สนามบินสุวรรณภูมิ) ในฐานะสมาชิกผู้ขับขี่แท็กซี่สุวรรณภูมิ พร้อมนายพัลลภ ฉายินธุ คณะทำงานฯ ในฐานะสมาชิกผู้ขับขี่แท็กซี่สุวรรณภูมิ และผู้ขับรถแท็กซี่ 10 คน มายื่นหนังสือถึงนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เพื่อติดตามทวงถามการปรับราคาค่าโดยสารถยนต์รับจ้างสาธารณะแท็กซี่มิเตอร์ โดยมีตัวแทนจากสำนักงานรัฐมนตรีเป็นผู้รับมอบ

นายศดิศ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จะดำเนินการปรับขึ้นค่าโดยสาร (มิเตอร์) 13% เมื่อปี 57 สำหรับรถแท็กซี่ แบ่งการปรับเป็น 2 ระยะ คือระยะแรกปรับ 8% ก่อน หลังจากนั้นจะปรับอีก 5% เพื่อให้การปรับราคาเป็นไปอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนตามนโยบายคืนความสุขให้ประชาชนทุกภาคส่วนคณะทำงานได้ประสานงานกับตัวแทนผู้ขับรถแท็กซี่ที่ให้บริการทั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมือง และตามสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ ได้ทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ปัจจุบันรถแท็กซี่ที่ให้บริการในท่าอากาศยานทั้งสอง มีทั้งรถแท็กซี่ขนาด 5 ที่นั่ง โดยได้นำรถขนาด 7 ที่นั่ง  (มินิแวน) เข้ามาให้บริการ เพื่อยกระดับให้บริการและรองรับสัมภาระของผู้โดยสารและนักท่องเที่ยว ชาวไทยและต่างชาติ ทำให้ต้นทุนของการประกอบการสูงขึ้นกว่ารถแท็กซี่ให้บริการทั่วไป

นายศดิศ กล่าวต่อว่า ประกอบกับราคาค่าน้ำมัน ราคาก๊าซได้ปรับขึ้นขึ้น ทำให้ผู้ขับรถแท็กซี่เดือดร้อน ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายมีมาก อาทิ ค่าเทอม ค่าเช่าบ้าน และค่างวดรถ ทำให้ต้องมาทวงถามการปรับขึ้นค่าโดยสารอีก 5% ที่เหลือและค่าบริการเพิ่ม (เซอร์ชาร์ท) ตามมติได้อนุมัติแล้ว คือรถใหญ่ 95 บาท รถเล็ก 75 บาท ค่าสัมภาระที่คณะทำงานนำเสนอ กระเป๋า 2 ใบแรกจะให้บริการฟรีสำหรับผู้โดยสาร ส่วนกระเป๋าใบที่ 3 จะคิดค่าบริการ 10 บาท ส่วนใบที่ 4-5 ใบละ 30 บาท เนื่องจากในสนามบินผู้โดยสารจะมีสัมภาระจำนวนมากมีกระเป๋าประมาณ 4-6 ใบ เรื่องนี้ยังไม่ประกาศใช้ ทำให้ค่าบริการเพิ่มที่สนามบินยังคงที่ 50 บาทเหมือนเดิม



นายศดิศ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ยังให้ความสำคัญที่รถแท็กซี่วีไอพีมีอัตราค่าโดยสารเริ่มต้น 150 บาท 2 กม. แรก ต่อไป กม. ละ 12-16 บาท ขณะที่โครงสร้างรถแท็กซี่มีค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 35 บาท ระยะทางเกินกว่า 1-10 กม. ละ 5.50 บาท โดยคณะทำงานเสนอ 8 บาท, 10 กม.-20 กม. ละ 6.50 บาท เสนอ 9 บาท, 20-40 กม. ละ 7.50 บาท เสนอ 10 บาท,  40-60 กม. ละ 8 บาท เสนอ 11 บาท, 60-80 กม. ละ 9 บาท โดยภาครัฐให้บังคับใช้ 11-12 บาท ขึ้นอยู่ตามกฎกระทรวงหรือวิชาการเห็นสมควร และ 80 กม. ขึ้นไป กม. ละ 10.50 บาท อย่างไรก็ตามแท็กซี่เป็นส่วนหนึ่งของประชาชนคนไทยที่ต้องได้รับการคุ้มครอง แต่ภาครัฐมองว่าการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารทำให้ประชาชนเดือดร้อน ขณะที่ผู้ขับรถแท็กซี่คือประชาชนคนไทยคนหนึ่งเหมือนกัน อย่างไรก็ตามการขอปรับขึ้นค่าโดยสาร 5% ต้องการให้พิจารณาทันที และต้องการให้ปรับในช่วงระยะทางเกินกว่า 1-10 กม. ละ 8 บาท จากเดิม กม. ละ 5.50 บาท และ กม. 10-20 บาท กม. ละ 9 บาท จากเดิม  กม. ละ 6.50 บาท เพื่อสอดคล้องกับต้นทุน โดยคงค่ามิเตอร์เริ่มต้นที่ 35 บาทเหมือนเดิม ทั้งนี้คณะทำงานให้เสนอค่าบริการเพิ่มกรณีรถใหญ่จากเดิม 95 บาท ให้เพิ่มอีก 5 บาท รวมเป็น 100 บาท เพื่อชดเชยค่าน้ำมัน ส่วนรถเล็กยัง 75 บาทเท่าเดิม

ด้านนายพัลลภ กล่าวว่า หลังจากที่รอมา 4 ปีแล้วตั้งแต่ทางรัฐบาลได้อนุมัติปรับขึ้นค่าโดยสาร  13% เมื่อปี 57 โดยได้ปรับขึ้นให้ 8% ก่อน ส่วนอีก 5% ให้ชะลอก่อน มีเงื่อนไขว่าหากไม่มีประชาชนร้องเรียนการปฏิเสธผู้โดยสารจึงจะประกาศปรับราคาส่วนที่เหลือให้ ส่วนนี้ตอนนี้คุณภาพการให้บริการของผู้ขับรถแท็กซี่ รวมทั้งคุณภาพรถให้บริการมีสภาพใหม่ มีอายุการใช้งาน 3-5 ปี หลังจากรถแท็กซี่ที่เพิ่งหมดอายุการใช้งานครบ 9 ปี เมื่อปี 60 บางส่วน ตอนนี้ 70% เป็นแท็กซี่ใหม่แล้ว โดยราคาต้นทุนรถแท็กซี่ใหญ่ ราคา 1.4-1.7 ล้านบาทต่อคัน ปัจจุบันมีรถแท็กซี่ให้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 8,000 คัน และให้บริการจริงประมาณ 6,000 คันซึ่งต้องหมุนเวียนให้บริการ ส่วนการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการแท็กซี่นั้นต้องขึ้นอยู่ที่กรมการขนส่งทางบก และสหกรณ์แท็กซี่ให้มีมาตรฐานการให้เช่ารถ เน้นคุณภาพคนขับมากกว่าปริมาณ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา

นายพัลลภ กล่าวต่อว่า หลังจากยื่นหนังสือจะให้เวลาพิจารณา 1 เดือน จึงจะมาติดตามทวงถามความคืบหน้าอีกครั้ง หากไม่พิจารณาให้จะมาบ่อยๆ และพาผู้ขับรถมาจำนวนมากขึ้น แต่ยืนยันว่าไม่หยุดวิ่งประท้วงแน่นอน เพราะจะมีผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ทั้งรายได้ ซึ่งในแต่ละวันต้องหาให้ได้ 2,000 บาท เพราะมีค่าต้นในการวิ่งแบ่งเป็นค่าน้ำมัน 800 บาท (ไปสนามบินสุวรรณภูมิ 3 เที่ยว) ค่างวดรถ 850 บาทต่อวัน ค่าสึกหรอรถ 300 บาท และต้องวิ่งไม่ต่ำกว่า 15 ชม. ถึงจะอยู่รอดและคุ้มค่า