ข่าวปิดตำนานหัวรถจักรดีเซลใช้ไฟฟ้า - kachon.com

ปิดตำนานหัวรถจักรดีเซลใช้ไฟฟ้า
เศรษฐกิจ

photodune-2043745-college-student-s

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคมเปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้ประชุมร่วมกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น(ไจก้า) เรื่องแนวทางพัฒนาระบบรถไฟพลังงานไฟฟ้าเพื่อยกระดับโลจิสติกส์ของประเทศ โดยทางญี่ปุ่นได้แนะนำว่าประเทศไทยเหมาะสมที่จะพัฒนาระบบรถไฟพร้อมเสาส่งไฟฟ้าตามรางในเส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากคุ้มค่าเพราะมีปริมาณสินค้าจำนวนมากสามารถเชื่อมต่อการส่งออกสินค้าเข้าพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษหรืออีอีซี ผลการศึกษายังพบว่าเส้นทางที่เหมาะสมต่อการลงทุนคือช่วงกรุงเทพ-นครราชสีมางบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท โดยมีข้อดีเรื่องต้นทุนบริหารทั้งด้านพลังงานและการบำรุงรักษา ส่วนด้านความคุ้มทุนหากต้องการให้เส้นทางมีกำไรต้องมีความถี่ของรถไฟไม่ต่ำกว่า80 เที่ยว/วัน (ไป-กลับ)

นายวรวุฒิ มาลารักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)เปิดเผยว่า อนาคตรถไฟไทยจะเปลี่ยนจากระบบดีเซลเป็นระบบหัวรถจักรไฟฟ้าเกือบทั้งหมดภายในปี75 เพื่อลดการใช้พลังงานดีเซลและลดการสร้างมลพิษระยะยาว โดยรถจักรดีเซลในปัจจุบันที่มีประมาณ120-130 ชุดจะเปลี่ยนไปเป็นรถจักรดีเซลไฟฟ้าด้วยการเติมน้ำมันให้เครื่องปั่นไฟแล้วใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อนก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นระบบจ่ายไฟฟ้าผ่านเสาตามรางทั้งหมด นอกจากนี้จะลงทุนจัดซื้อหัวรถจักรไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยตัวเอง(EMU)นำมาวิ่งให้บริการในเส้นทางที่มีศักยภาพส่วนรถจักรดีเซลเก่าจะนำไปวิ่งในเส้นทางที่มีผู้โดยสารน้อยและใช้เป็นรถขนส่งสินค้าระยะไกล อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บทเพื่อวางยุทธศาสตร์การจัดซื้อรถใหม่และการก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงแห่งใหม่แทนที่มักกะสัน

สำหรับศูนย์ซ่อมบำรุงในพื้นที่มักกะสันจะต้องย้ายออกไปจากเขตตัวเมืองหลวงโดยมีจุดที่เหมาะสมอยู่ 3 แห่งได้แก่ อ.เชียงราก จ.ปทุมธานีอ.ศรีราชา จ.ชลบุรีและอ.แก่งคอย จ.สระบุรี ส่วนในเขตตัวเมืองหลวงและปริมณฑลจะเป็นที่ตั้งของโรงซ่อมรถไฟระบบไฟฟ้าของรถไฟชานเมืองสายสีแดงความคุ้มค่าในการนำรถจักรระบบไฟฟ้ามาวิ่งในแต่ละเส้นทางอยู่ที่ 80ขบวนต่อวัน ไม่เช่นนั้นจะขาดทุน

นายฐากูร อินทรชมผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการเดินรถ รฟท. กล่าวว่า การศึกษาความเหมาะสมพบว่าระบบไฟฟ้าจะช่วยให้การขนส่งทางรางมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งยังลดมลพิษยกระดับบริการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้รถไฟน่าใช้มากขึ้นสำหรับเส้นทางที่เหมาะสม 2 เส้นทางได้แก่ 1.กรุงเทพ-นครราชสีมา2.กรุงเทพ-พิษณุโลก คาดว่าจะมีวงเงินลงทุนรวมมากกว่า 4 หมื่นล้านบาท เนื่องจากเป็นลานเทกองสินค้าและจุดกระจายสินค้าจำนวนมากคล้ายเส้นทางหลักของระบบโลจิสติกส์ที่ขนส่งมาภาคกลางรวมถึงสินค้าส่งออกทางทะเลอีกด้วย